ศัลยกรรมดึงหน้า
ศัลยกรรมดึงหน้า (Face lift)
ศัลยกรรมดึงหน้า
การผ่าตัดดึงหน้า มีวัตถุประสงค์เพื่อลดริ้วรอยแห่งวัยที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดเจนทั้งที่ใบหน้า โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะกำจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง ดึงกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวให้กระชับ และจัดดึงผิวหน้าให้ตึงขึ้น ทำให้ดูแจ่มใส และ อ่อนเยาว์
การผ่าตัดดึงหน้าสามารถ รักษาการหย่อนคล้อยของแก้ม แก้ไขร่องลึกบริเวณเปลือกตาล่างแก้ไขร่องลึกบริเวณข้างแก้ม แก้ไขกล้ามเนื้อหย่อนบริเวณคางซึ่งทำให้เกิดสภาวะคางย้อย นอกจากนี้ ศัลยกรรมดึงหน้า สามารถทำร่วมกับ การศัลยกรรมใบหน้าแบบอื่น เช่น ศัลยกรรมดึงหน้าผาก ศัลยกรรมเปลือกตา การดูดไขมันบริเวณใบหน้า หรือ การเสริมคาง หรือการเสริมจมูก เพื่อทำให้ท่านเกิดความพึงพอใจสูงสุด
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
• โปรดแจ้งประวัติการแพ้ยา ยาหรืออาหารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนเข้ารับการผ่าตัด
• หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบ โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลและแจ้งแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดด้วย และห้ามงดยาควบคุมความดัน ยาควบคุมเบาหวาน รวมถึงยาเพื่อการรักษาโรคประจำตัวเดิม
• งดแอสไพริน (aspirin), ไอบิวโพรเฟน (ibuprofen) และวิตามินอี ประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
• งดสูบบุหรี่ก่อน-หลังผ่าตัด 2 อาทิตย์
• ทำความสะอาดเส้นผม และงดการใช้น้ำมัน เจลหรือสารตกแต่งทรงผมต่างๆ
• เตรียมเสื้อเชิ้ตที่มีกระดุมหน้า ผ้าคลุม เพื่อปกปิดแผลในกรณีที่ต้องการออกจากบ้าน
การผ่าตัด และชนิดของยาระงับความรู้สึก
แนวเส้นผ่าตัดเริ่มตั้งแต่บริเวณในแนวไรผมบริเวณขมับ ไล่ลงมาจนถึงด้านหน้าใบหู โค้งอ้อมติ่งหูแล้วย้อนกลับขึ้นไปด้านหลังใบหู
และอาจจะเลยลึกเข้าไปในหนังศีรษะส่วนล่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของใบหน้าของแต่ละคน ในส่วนของกล้ามเนื้อและผิวหน้าแพทย์จะทำการดึงและตัดส่วนเกินออก แผลจากแนวเส้นผ่าตัดที่เกิดจากการยกกระชับใบหน้าและลำคอจึงแทบมองไม่เห็น ศัลยกรรมดึงหน้าแบบนี้สามารถลดรอยเหี่ยวย่นได้ทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ การใช้ยาระงับความเจ็บปวดขณะผ่าตัด สามารถเลือกใช้ได้ทั้งการวางยาสลบหรือการฉีดยาชาเฉพาะที่
ภาวะแทรกซ้อน หรืออาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัด
• ปวด ตึงแผลแต่สามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานยาแก้ปวด
• มีอาการชาบริเวณใบหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปเองประมาณ 1 ปี
การดูแลหลังการผ่าตัด และการพักฟื้น
• หลังการผ่าตัดแพทย์จะใช้ผ้าพันแผลรอบศีรษะ เพื่อลดอาการบวมช้ำ โดยจะสามารถเอาออกได้ประมาณ 3 วันหลังการผ่าตัด ซึ่งหลังจากนั้นให้งดโดนน้ำบริเวณแผลผ่าตัดต่อไปอีกจนถึงวันตัดไหม
• ใช้เวลาพักฟื้นโดยประมาณ 1 อาทิตย์ จึงกลับไปทำงานได้ตามปกติ และต้องตัดไหม ประมาณ 7 – 14 วันหลังการผ่าตัด
• งดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อบาดแผล เช่น การออกกำลังกายอย่างหนัก งานบ้าน การมีเพศสัมพันธ์ การอบไอน้ำ และกิจกรรมอื่นๆที่จะมีผลต่อการเพิ่มความดันเลือด
• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ เป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 อาทิตย์
• พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะแผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น