สิว และหลุมสิว
สิว และหลุมสิว (Acne and acne scar)
สิว เกิดได้จากหลายสาเหตุได้แก่
- กรรมพันธุ์
- ฮอร์โมนเพศชายชื่อเทสทอสเทอโรน ( Testosterone ) กระตุ้นให้เกิดการสะสมเศษ ขี้ไคล ชิ้นเล็กๆ ในรูขุมขนบริเวณหน้า และลำตัวบริเวณหน้าอกกับหลัง ทำให้เกิดเป็นหัวสิวอุดตันเป็นหัวขาวๆหรือจุดดำๆ หรือ " โคมีโดน " (Comedone) ที่เป็นต้นเหตุของสิวอักเสบ ผู้หญิงก็มีฮอร์โมนเพศชายด้วย แต่มีอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่าฮอร์โมนเพศหญิง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดสิวได้
- ความเครียด
- การตั้งครรภ์
- การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ซึ่งระดับฮอร์โมนเพศ มีการแปรปรวนได้
การดูแลรักษา
1. การรักษาสิวด้วยเลเซอร์ เป็นเลเซอร์ที่ให้ความถี่ช่วงคลื่นอินฟราเรดระยะไกล (far-infrared light) 10,600 nm โดยดูดซึมได้ดีในน้ำ ซึ่ง (80% ของผิวหนังคนเราประกอบด้วยน้ำ) ทำให้พลังงานที่ปล่อยออกจากเครื่องเลเซอร์นี้เกือบ 90 % ( ประมาณ 20-50 ไมโครเมตร) ดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ ทำให้เกิดความร้อนอย่างรวดเร็ว ทำให้หลอดเลือดหดตัวและแข็งตัวอย่างรวดเร็ว จึงไม่มีเลือดไหลให้เห็นได้ เลเซอร์จะเปิดหัวสิวที่อุดตัน และอักเสบ ทำให้ " โคมีโดน " หลุดออกมาได้ง่าย โดยไม่ทำลายผิวหนังบริเวณรอบ ลดอัตราการกลับมาเป็นสิวซ้ำในบริเวณเดิมลดลง 70 % โดย การรักษาด้วยวิธีนี้ จะทำให้เกิดสะเก็ดแผลเล็กๆบนรูขุมขนที่ยิงแสงเลเซอร์เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากสะเก็ดหลุดแล้ว แผลจะหายเป็นปกติ แต่ในบางรายอาจมีรอยดำ รอยแดงสิวเกิดขึ้นหลังทำเลเซอร์ขึ้นได้ สามารถรักษาได้โดยการใช้ยา และเลเซอร์
นอกจากนี้ยังมีแสงเลเซอร์ชนิดอื่นๆ เช่น Dual Yellow, Pulse-dye laser , IPL สามารถทำลายเชื้อ P. acne ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวอักเสบได้ แต่ไม่สามารถกำจัด comedone ในสิวอุดตันได้ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบจำนวนมาก
2. การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ โดยจะทาน้ำยาลงบนผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า ก็จะทำให้ผิวผลัดเซลเร็วยิ่งขึ้น แต่ผลการรักษาขึ้นอยู่กับว่าผิวทนได้แต่ไหน และจุดด่างดำ สิว รอยสิวนั้นอยู่ลึกแค่ไหน
3. ยาทาร่วมกับยากินเพื่อลดอาการอักเสบ เพื่อให้สิวหายเร็วที่สุดโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้ รวมทั้งลดการอุดตัน เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นสิวอักเสบ เมื่อสิวลดลงแล้วก็ยังคงต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ยาละลายโคมีโดน , ยาปฏิชีวนะชนิดยารับประทาน โดยทั่วไปจะใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อลดการอักเสบ โดยแพทย์จะเลือกให้เหมาะสมกับความรุนแรงของสิว ในรายที่มีการอักเสบรุนแรงมาก แพทย์อาจจะใช้ยาชนิดอื่นๆ เช่น ยากรดวิตามินเอ, ฮอร์โมนบางชนิดเพื่อให้ได้ผลในการรักษาที่ดีขึ้น
- ยาทาภายนอก เป็นการรักษาขั้นพื้นฐานที่ได้ผลดี แต่ต้องใช้เวลานานจึงจะได้ผลการรักษาเต็มที่ ซึ่งการใช้ยาทาภายนอกจะมีเป้าหมายในการกำจัด comedone ลดการสร้างน้ำมันจากต่อมไขมัน และกำจัดเชื้อ P. acne ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของสิว
- ยารับประทาน
-ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มักใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยาทาภายนอกในผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบ เพื่อทำลายเชื้อ P. acne ทำให้สิวอักเสบหายเร็วขึ้น
- Isotretinoin (Roaccutane) ช่วยลดการสร้างไขมันจากต่อมไขมันบนใบหน้า ลดการเกิด comedone และลดจำนวนเชื้อ P. acne นอกจากนี้ยังช่วยให้หลุมแผลเป็นจากสิวดีขึ้นด้วย แต่มักทำให้เกิดการแห้งของใบหน้าและเยื่อบุต่างๆ เช่น ตาแห้ง ปากแห้ง มักเลือกใช้ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมสิวด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้ว หรือในรายที่มีสิวอักเสบและมีหลุมแผลเป็นจากสิวจำนวนมาก
- การกด-ฉีดสิว (Comedone extraction) เนื่องจากการรักษาด้วยการใช้ยาทาภายนอกต้องใช้เวลานาน จึงจะทำให้ comedone หลุดไปได้ จึงมักต้องใช้การกดสิว ซึ่งเป็นการกำจัด comedone ออกจากรูขุมขนร่วมไปด้วย ในส่วนของสิวอักเสบนั้นการกดสิวมักจะทำไม่ได้เนื่องจากมีการอักเสบอยู่ จะทำให้ผู้ป่วยเจ็บมาก และการอักเสบอาจจะลุกลามขึ้น จึงต้องใช้การฉีดสาร Steroid ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบเข้าไปแทน
4. การรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนม อาหารทะเล อาหารที่มีรสหวาน ชอคโกแลต อาหารทอด
แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาสิวนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาเป็นเดือน และเมื่อสิวยุบหมดแล้ว ก็จำเป็นต้องทำการรักษาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อควบคุมอาการของโรค
การแก้ไขรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว
ในกรณีที่ต้องการให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ควรรักษาโดยการใช้เลเซอร์ เพื่อให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว และเผยผิวกระจ่างใส ที่เรียกว่า Facial rejuvenation